| ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซียวันนี้ครับ ทำคนเจ็บ คนตาย ตั้งหลายร้อย แถมยังคอย ซ้ำเติม เพิ่มโทษให้ แล้วจะมา สำรอก บอกความนัย ปากจัญไร ชวนว่า มาปรองดอง.... จะคิดแก้ รัฐธรรมนูญ เพิ่มคุณค่า ไม่ระอา เคยกล่าวอ้าง อย่างจองหอง เอาสันดาน เลวระยำ ที่ช่ำชอง หวังปรองดอง กับทรราช ฆาตกร.... ถามหรือยัง คนตาย ตั้งหลายศพ ทำลี้หลบ มุ่งหมาย เพื่อถ่ายถอน พอจนตรอก กลับตั้งท่า มาวิงวอน ไอ้ฆาตกร กลืนน้ำลาย หมายปรองดอง.... อีกสลิ่ม หลากสีสัน พวกมันถาม คอยประณาม ตอกย้ำ ให้ซ้ำสอง มีบุญคุณ เหลือคณา ไม่มามอง จะปรองดอง กับใคร ที่ไหนเธอว์.... blablabla32@hotmail.co.th http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717 วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน 2553 กำลังใจ หาซื้อไม่ได้ แต่ให้กันได้ |
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala, http://www.notthenation.com,http://wdpress.blog.co.uk, http://www.youtube.com/user/iheredottv, http://redsiam.wordpress.com,http://siamrd.blog.co.uk, http://thaienews.blogspot.com,http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com, http://thaiuknews.wordpress.com,http://redphanfa2day.wordpress.com, http://liberalthai.wordpress.com, http://lmwatch.blogspot.com, http://horriblethailand.wordpress.com/category/red-songs, http://www.filmint.nu
วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซียวันนี้ครับ
โดนซ้อมโดนจับติดคุก6เดือน เพราะแค่อยากจะช่วยคนเจ็บ วันนี้เขาได้รับอิสระภาพแล้ว
| | |
| โดนซ้อมโดนจับติดคุก6เดือน เพราะแค่อยากจะช่วยคนเจ็บ วันนี้เขาได้รับอิสระภาพแล้ว วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน 2553 เวลา 11:09 น คนเสื้อแดงนับร้อยแห่ต้อนรับนักโทษเสื้อแแดงหน้าคุก วอนช่วย อย่าทิ้งกัน เมื่อช่วงสายวันนี้ (11 พ.ย.) ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มพี่น้องคนเสื้อแดง ประมาณ 100 คน ได้เดินทางมารอรับ นายวิษณุ หรือ เล้ง กมลแมน อายุ 19 ปี ชาวเสื้อแดง ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับได้ ที่หน้าปั้มน้ำมันเอสโซ่ ปากซอยรางน้ำ เขตราชเทวี เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และถูกศาลสั่งจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา โดยระหว่างการปล่อยตัว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รอง ผบก.น.2 ได้จัดกำลัง 1 กองร้อย มาดูแลความเรียบร้อย ซึ่งหลังได้รับการปล่อยตัว นายวิษณุ ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวเสื้อแดงที่ไม่ทอดทิ้งกัน ทั้งยังเรียกร้องให้ชาวเสื้อแดงช่วยคนเสื้อแดงรายอื่นที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ด้วย จากนั้น ต่างแยกย้ายกันกลับ โดยไม่มีเหตุรุนแรงใด ๆ. จากเดลินิวส์ http://www.norsorpor.com/ข่าว/n2260857/ ภาพวันที่ถูกจับ ดูสภาพที่โดนซ้อมจากทหารสิ เพราะช่วยเพื่อนมนุษย์จึงเป็นผู้ก่อการร้าย สมัชชาสังคมก้าวหน้า, 28 ต.ค. 2553 สุรชัย เพ็ชรพลอย อายุ 29 ปี เขาเป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด เป็นชายหนุ่มผิวดำแดง ก่อนถูกทหารจับกุมโดยอาศัยอำนาจตามพรก.ฉุกเฉินฯ เขาพักอาศัยอยู่ที่แถว ซ.วัดอภัยทยาราม (ซ.ราชวิถี 14) มีอาชีพขายผลไม้ เขามีลูก 2 คน อายุ 6 ขวบ และ 3 ขวบ สุรชัย เพ็ชรพลอย เล่าว่า พี่เขยของเขาเป็นผู้สนับสนุนการชุมนุมของ ชาวเสื้อแดงตัวยง พี่เขยไปชุมนุมที่แยกราชประสงค์บ่อยครั้ง เมื่อกลับมาถึงบ้านก็นำเรื่องมาเล่าให้ฟัง สุรชัย เล่าว่า เขาชอบเสื้อแดงมากที่สุดคือเรื่อง 2 มาตรฐาน เขาไปร่วมชุมนุมบ้างเป็นบางโอกาส แต่ไม่เคยค้างคืนแถวที่ชุมนุมเลย ส่วนวิษณุ กมลแมน อายุ 19 ปี พักอาศัยอยู่กับน้าชายที่ ซ.วัดอภัยทยาราม(ซ.ราชวิถี 14) พ่อกับแม่ เสียชีวิตหมดแล้ว เขาเล่าว่า แม้ว่าเขากับสรุชัย เพ็ชรพลอยจะพักอาศัยอยู่ที่ซอยเดียวกัน แต่เขาไม่รู้จักกันมาก่อน มาเห็นกันก็ต่อเมื่ออยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน และมารู้จักชื่อกันเมื่อถูกจับขึ้นโรงพัก เขาถูกจับกุมตอนบ่าย 4 -5 โมงของวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ในวันถูกจับ เวลาราวๆก่อนบ่ายโมง เขาได้ยินเสียงปืน และระเบิดดัง ด้วยความที่เขาอยากรู้อยากเห็น เขาเลยเดินทางออกจากแถวบ้าน เพื่อตามหาเสียงปืนและเสียงระเบิด เขาเล่าว่า เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นเสื้อแดงหรือไม่ แต่เขาเคยไปร่วมชุมนุม ที่ราชประสงค์ ไปกับคนแถวบ้านซึ่งเป็นเสื้อแดง และเขาไม่ได้สนใจการเมือง แต่อยากไปดูให้เห็นกับตาว่ามันคืออะไรและเป็นยังไง สุรชัย เพ็ชรพลอย เล่าว่า เขาถูกทหารจับกุมตอนเวลาประมาณบ่าย 4-5 โมงเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ก่อนถูกจับ เขาพักอยู่ที่บ้าน และได้ยินเสียงทั้งเสียงปืนและเสียงระเบิด เวลาประมาณเที่ยงกว่าๆ เสียงนั้นดังมาก เสียงปืนที่เขาได้ยินคล้ายกับปืนกล เขาจึงเดินทางออกจากบ้านโดยมีเพื่อนไปด้วยอีก 1 คน เพื่อนของเขาเป็นเสื้อแดง มุ่งหน้าไปยังแถวสามเหลี่ยมดินแดง โดยเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ เมื่อไปถึงบริเวณแถวป้อมตำรวจตรงสามเหลี่ยมดินแดง เขาเห็นรถยีเอ็มซี ของทหาร กำลังลุกไหม้ และบริเวณนั้นมีผู้ร่วมชุมนุมอยู่ประมาณ 200-300 คน ไม่มีใครใส่เสื้อสีแดงเลยสักคนเดียว ผู้คนแถวนั้นกำลังพูดคุยกันถึงเรื่อง มีคนถูกทหารยิงบาดเจ็บนอนอยู่กลางถนนราชปรารถ แถวบริเวณ ปากซอยรางน้ำ และพยายามหาทางเข้าไปช่วยเหลือ เขาเล่าว่าจากจุดที่ผู้ชุมนุมยืนอยู่นั้น เขาไม่สามารถเห็นคนเจ็บและทหารได้เนื่องจากว่ามันไกลกันเกินไปที่จะเห็นคนเจ็บได้ ผู้ชุมนุมที่อยู่แถวป้อมตำรวจ สามเหลี่ยมดินแดงวางแผนกันว่า จะเอายางรถยนต์มาตั้งเป็นบังเกอร์แล้วและช่วยกันเลื่อนบังเกอร์ยางเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ หลังจากตกลงกันได้ พวกผู้ชุมนุมก็เอายางรถยนต์มาตั้งเรียงกันขึ้นสูงประมาณยางรถยนต์ 4 เส้น ยาวขนาด ยางรถยนต์เรียงต่อๆกันไป 5 เส้น เมื่อทำบังเกอร์ยางได้พอตามที่ต้องการแล้ว เขากับ วิษณุ กมลแมนและผู้ชุมนุมคนอื่นๆประมาณ 40-50 คนก็ช่วยกันเลื่อนบังเกอร์ยาง มุ่งหน้าไปยังปากซอยรางน้ำ โดยช่วยกันเข็นไปเรื่อยๆ และมีผู้ร่วมชุมนุมคนอื่น ขับรถน้ำของกทม.คันสีเหลือง วิ่งตามหลังมา ระหว่างเข็นบังเกอร์ยางจากบริเวณป้อมตำรวจสามเหลี่ยมดินแดงมุ่งหน้าไปปากซอยรางน้ำ ทหารไม่ได้ยิงเข้ามาทางผู้ชุมนุมเลย ผู้ชุมนุมเข็นบังเกอร์ยางมาได้ระยะทางประมาณ 100 เมตร ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เมื่อมาถึงแถวบริเวณปั๊มน้ำ มัน เขาจำไม่ได้ว่าเป็นปั๊มน้ำมันยี่ห้อแอสโซ่หรือว่ายี่ห้อเชลล์ ปรากฎว่าทหารที่อยู่บนสะพายลอย ระดมยิงปืนใส่พวกผู้ชุมนุมที่อยู่หลังบังเกอร์ยางและหลังรถน้ำกทม.อย่างหนักหน่วง เสียงปืนรัวตลอดเวลา สะพานลอยที่ทหารซุ่มอยู่นั้นห่างจากพวกเขาไปประมาณ 100 เมตร ทั้งสุรชัย และวิษณุ ไม่แน่ใจว่าบนสะพานลอยนั้นมีทหารอยู่เท่าไหร่กันแน่ เนื่องจาก บนสะพานลอยนั้นมีตาข่ายสีเขียวและดำคลุมพรางไว้หมด เมื่อทหารระดมปืนยิงใส่ ผู้ชุมนุมที่ช่วยกันเข็นบังเกอร์ยางก็แตกตื่นและพยายามวิ่งหาที่หลบกระสุนทั้งคู่เล่าว่าผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธอะไรโต้ตอบเลย นอกจากหาที่หลบอย่างเดียว ส่วนหนึ่งก็วิ่งเข้าไปหลบในปั๊มน้ำมัน อีกส่วนหนึ่งก็วิ่งหลบด้านหลังรถน้ำกทม.ที่จอดขวางเลนส์อยู่ ซึ่งอยู่ห่างจากบังเกอร์ประมาณ 20-30 เมตร วิษณุ กมลแมน เล่าว่า เมื่อทหารยิงปืนใส่ที่บังเกอร์ยาง เขาไม่รู้ตัวเลยว่า เขาวิ่งเข้าไปหลบอยู่ในปั๊มน้ำมันได้อย่างไร มารู้ตัวอีกที เขาก็อยู่ที่ห้องน้ำหลังปั๊มน้ำมัน เขาหลบอยู่ข้างในห้องน้ำ ตลอดเวลาที่หลบอยู่ในห้องน้ำเขาได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด ดังมาตลอด สุรชัย เล่าว่า เมื่อทหารยิงเข้ามาที่บังเกอร์ยาง เขาก็พยายามหาทางออกจากบังเกอร์ยาง เขาจำได้ว่าหลังบังเกอร์ยางมีนักข่าวต่างประเทสถ่ายรูปอยู่ตลอดเวลาซึ่งนักข่าวคนนี้ พูดภาษาไทยได้ชัด เมื่อเห็นผู้ชุมนุมบางส่วนวิ่งหลบหนีเข้าไปในปั๊มน้ำมัน บางส่วนเขาไปหลบข้างหลังรถน้ำกทม. เขาพยายามหาทางออกจากข้างหลังบังเกอร์ยาง และคอยนับจังหวะที่ตัวเองจะวิ่ง เขาไม่แน่ใจว่าเขาหลบอยู่หลังบังเกอร์บางประมาณกี่นาที รู้แต่ว่ามันช่างเป็นเวลาที่แสนจะยาวนาน เขาเห็นนักข่าวต่างประเทศวิ่งเข้าไปหลบในปั๊มน้ำมันได้ เขาจึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปหลบในปั๊มน้ำมันโดยเขาหลบไปได้หวุดหวิด เมื่อเข้ามาในบริเวณปั๊มน้ำมันได้ เขาเข้าไปนั่งหลบอยู่ข้างกำแพง ซึ่งห่างจากบังเกอร์ยางประมาณ 3 เมตร เขาเห็น คนที่ติดอยู่หลังบังเกอร์ยางบางคนหนึ่งพยายามเอายางรถยนต์เส้นสุดท้ายมาตั้งเรียงให้บังเกอร์ยางสูงขึ้น และเห็นชายที่พยายามตั้งบังเกอร์ยางถูกยิงเข้าที่แขนและที่หน้าท้อง ชายคนนั้นล้มลงทันที หน้าของเขาคว่ำลงกับพื้น และเขาเห็นชายอีกคนหนึ่งถูกยิงที่ขา เขาเล่าว่ากระสุนทั้งหมดนั้นยิงมาจากฝั่งที่ทหารซุ่มอยู่ คนที่หลบอยู่ในปั๊มประมาณ 7-8 คนพยายามตะโกนให้พวกที่อยู่หลังบังเกอร์พยายามวิ่งออกมาให้ได้ สุรชัย เล่าว่า เมื่อเขาเห็นคนถูกยิง เขาก็โทรศัพท์ไปหาพี่เขยซึ่งพี่เขยเขาอยู่ที่ป้อมตำรวจแถวสามเหลี่ยมดินแดง เขาบอกพี่เขยว่าที่นี่มีคนถูกยิง 2 คน ให้หาคนมาช่วย และให้เรียกรถพยาบาล พี่เขยเขาบอกว่าไม่มีใครฝ่าเข้ามาได้ ทหารยิงใส่ตลอดเวลา หลังวางโทรศัพท์จากพี่เขยแล้ว เขาก็เห็นชายที่ถูกยิงที่ขาวิ่งออกจากบังเกอร์ยางหลบเข้ามาอยู่ในปั๊มน้ำมันได้ เขากับคนอื่นๆก็ช่วยกันหามไปวางไว้ที่หน้าห้องน้ำหลังปั๊มน้ำมัน แต่ชายที่ถูกยิงเข้าหน้าท้อง อาการสาหัสมาก เขาเลยตะโกนถามว่า "ไหวไหม? " ชายคนนั้นไม่ขยับตัว ได้แต่พูดว่า ไม่ไหวแล้ว สุรชัย เล่าว่า เขาไม่รู้จะช่วยชายคนนั้นได้อย่างไร จะวิ่งเข้าไปดึงออกมาจากบังเกอร์ ก็กลัวถูกยิงตาย เพราะขณะนั้นทหารก็ระดมยิงเข้าใส่คนที่อยู่หลังบังเกอร์อย่างหนัก หลังจากนั้น มีนักข่าวต่างประเทศวิ่งเข้ามาบอกเขาด้วยภาษาไทยที่ชัดแจ๋ว และตะโกนบอกชายคนที่มีอาการบาดเจ็บว่า ไม่ต้องกลัว เขาได้โทรศัพท์ไปบอกทหารแล้วว่า พวกเราไม่มีอาวุธ ให้หยุดยิง สักพักทหารคงหยุดยิง สุรชัยเล่าว่าเขาก็พูดกับนักข่างต่างประเทศคนนั้นว่า ลองยิงกันแบบนี้พวกทหารไม่หยุดแน่ กะจะฆ่าพวกเราให้ตายทั้งหมด เขาเล่าต่อไปว่าในขณะเขาหลบอยู่ในปั๊มน้ำมันเขาเห็น ผู้ชุมนุมที่อยู่หลังรถน้ำกทม.พยายามจะมาช่วยคนเจ็บ แต่ทหารที่อยู่บนสะพานลอยก็ยิงใส่คนที่อยู่แถวรถน้ำกทม.อย่างหนัก เขาเข้าใจว่าปืนที่ทหารยิงนั้นน่าจะเป็นปืนติดลำกล้อง ยิงไปหลายนัดจนทำให้ผู้ชุมนุมไม่สามารถเข้าไปช่วยคนเจ็บได้ นานต่อมา เขาเห็นชายคนที่ถูกยิงที่หน้าท้อง ออกมาจากหลังบังเกอร์ยาง โดยชายคนนั้นนอนกลิ้งออกมาจากบังเกอร์ยางได้ เมื่อชายคนบาดเจ็บเข้ามาอยู่ในปั๊มแล้ว เขาและเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมคนอื่นๆในปั๊มซึ่งเหลือประมาณ 5 คนก็ช่วยกันหามชายคนนี้ไปวางไว้ที่หน้าห้องน้ำหลังปั๊ม เขาเล่าว่าห้องน้ำ หลังปั๊มน้ำมัน มีกำแพงสูงประมาณ 1เมตรกว่าๆ เขาได้โทรศัพท์ไปบอกพี่เขยอีกครั้งว่ามีคนจะเข้ามาช่วยคนบาดเจ็บได้ไหม? พี่เขยบอกว่าไม่มีใครเข้าไปบริเวณนั้นได้เพราะพวกทหารยิงปืนใส่หมดเลย เขาก็เลยบอกกับพี่เขยว่า จะลองหาทางอื่นดู หลังจากวางสายโทรศัพท์แล้ว เขาเห็นเลือดของคนเจ็บไหลออกจากแขนมากและไม่หยุดเลย เขาจึงฉีกเสื้อชายคนนั้นมาพันที่แขนเพื่อห้ามเลือด ตอนนั้นเขาจึงรู้ว่าคนที่ถูกยิงที่ขาข้ามกำแพงไปแล้ว ส่วนนักข่าวต่างประเทศก็ไม่อยู่แถวปั๊มแล้ว เขาเล่าว่าถึงตอนนี้เวลาน่าจะประมาณบ่าย 3หรือบ่าย 4 เขาก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่าตอนนั้นมีคนอยู่ในปั๊มประมาณ4-5 คน รวมวิษณุ กมลแมนด้วย แต่ไม่รวมคนเจ็บ พวกเขาตกลงกันว่าจะช่วยคนเจ็บออกไปจากปั๊มน้ำมันโดยจะช่วยกันหามคนเจ็บข้ามกำแพงปั๊มน้ำมัน โดยให้คนที่ข้ามกำแพงไปก่อนนั้น ไปรอรับคนเจ็บ เมื่อตกลงกันได้อย่างนี้แล้วก็มีคนข้ามกำแพงไปเพื่อรอรับ สุรชัย เพ็ชรพลอยเล่าว่า เขาอาสาสมัครเป็นคนที่จะยกคนเจ็บข้ามกำแพง แต่ว่าเขาไม่สามารถยกคนเจ็บด้วยตัวคนเดียวได้ เขามองเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเขาทราบชื่อต่อมาภายหลังว่าชื่อวิษณุ กมลแมน กำลังยืนเหยียบอยู่บนกำแพงเพื่อที่จะข้ามกำแพงแล้ว เขาจึงเรียกวิษณุ กลับมาให้ช่วยยกคนเจ็บกันก่อน วิษณุ ก็ลงมาจากกำแพง เขาทั้ง 2 คน ช่วยกันหามชายคนเจ็บข้ามกำแพงไปได้และคนที่อยู่ทางฝั่งโน้นก็รอรับ สุรชัย เล่าว่า เหตุที่เขาตัดสินใจช่วยยกคนเจ็บในขณะที่คนส่วนอื่นข้ามกำแพงพ้นไปแล้ว เขาไม่คิดว่าทหารจะเข้ามาในปั๊ม ส่วนวิษณุ กมลแมน เล่าว่า เขาไม่คิดอะไรนอกจากจะช่วยหามคนเจ็บ และคิดว่าทหารคงไม่เข้ามาในปั๊ม หลังจากหามคนเจ็บข้ามกำแพงไปได้ สุรชัยและวิษณุ เล่าว่า เขาทั้งคู่ก็เตรียมปีนข้ามกำแพง พวกเขายืนเหยีบยอยู่บนถังขยะที่คว่ำก้นไว้และ มือทั้งสองข้างของพวกเขากำลังเกาะขอบกำแพงกำลังจะปีนข้ามกำแพง ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงคนตะโกนขึ้นมาว่า "เฮ้ย ! หยุด "เขาทั้งคู่ก็หยุดทันที และชูมือขึ้นเหนือศรีษะแล้วค่อยๆลงมาจากถังขยะ พอลงมาจากถังขยะ แล้วหันหน้ามาตามเสียงที่เรียก เขาทั้งสอง เห็นทหารประมาณ 5- 6 นาย ทุกคนเล็งปืนยาวมาที่ตัวเขาทั้งสองคน เมื่อทหารวิ่งเข้ามาประชิดตัวเขาทั้งสอง ทหารทุกคนเอาปืนรุมจี้หัวเขาทั้งคู่ ในใจของทั้งคู่คิดว่าไม่รอดแน่ เขาเห็นนายทหาร 2 นาย เดินไปตรวจที่ห้องน้ำ ทหารสั่งให้เขาทั้งคู่นั่งคุกเข่า เมื่อเขาคุกเข่าแล้วก็สั่งให้เขาทั้งสองคนเอามือไขว่หลังและเอาสายรัดข้อมือพลาสติกมารัดข้อมือเขาทั้งสอง หลังจากนั้นทหาร กระทืบเขาทั้งคู่ และรุมเต๊ะ เขาทั้งคู่จำไม่ได้ว่าโดนกระทืบอยู่นานเท่าไหร่ สุรชัย เล่าว่าเขาถูกทหารเต๊ะเข้าที่ท้องและซี่โครงและเต๊ะเข้าที่ใบหน้า จนเขาต้องคู้ตัวลงแนบกับพื้นแต่ทหารก็ยังเต๊ะตลอดเวลา มีช่วงหนึ่งเมื่อคู้ตัวลงกับพื้น เขาเหลือบมองไปที่วิษณุ เขาเห็นวิษณุเงยหน้าขึ้นมองหน้าทหารและทหารก็เอาเท้าเต๊ะไปที่ใบหน้าของวิษณุเขาทั้งคู่จำไม่ได้ว่าถูกทหารซ้อมนานเท่าไหร่ รู้แต่ว่าถูกกระหน่ำด้วยเท้าตลอด และเริ่มคิดว่า ตัวเองคงไม่รอดแน่ เมื่อทหารเต๊ะพวกเขาได้สักพักใหญ่ ทหารก็หิ้วคอเสื้อและลากเขาทั้งคู่ออกมาจากจากบริเวณแถวห้องน้ำมาอยู่ในลานปั๊มน้ำมัน ตรงที่เติมลมยางรถ หลังจากลากมา พวกทหารก็รุมกระทืบพวกเขาต่อ เขาทั้งคู่เล่าว่าเขาจำไม่ได้ว่าทหารที่ซ้อมเขานั้นหน้าตาเป็นอย่างไร นายทหารทั้งหมดไม่มีป้ายชื่อติดหน้าอก ทหารทั้งเต๊ะ ทั้งกระทืบ มีนายทหารบางคนพูดว่า พวกมึงทำให้เพื่อนกูตายหลายคน สุรชัยเล่าว่า หลังจากทหารซ้อมพวกเขาทั้งคู่แล้ว ทหารก็สั่งให้เขาลุกขึ้นมีทหารคนหนึ่งกระชายสร้อยซึ่งเป็นสีทองที่ใส่ตะกรุดออกจากคอเขาทางด้านหลัง เขาคิดว่าทหารคงเข้าใจว่าเป็นสร้อยทองจึงกระชากออกไป และทหารเริ่มค้นตัวเขา และค้นตัววิษณุ วิษณุเล่าว่า เมื่อทหารค้นตัวเขา พบโทรศัพท์มือถือแบล๊คเบอร์ลี่ทหารก็เอาไป เขาเล่าว่า เขาเพิ่งซื้อโทรศัพท์ยี่ห้อนี้มาประมาณ 3 อาทิตย์ ราคา 12,050 บาท เมื่อทหารค้นตัวเสร็จ ทหารก็เอาปืนมาจ่อหัวเขาทั้งคู่และสั่งให้วิ่ง ตอนที่ทหารสั่งให้วิ่ง สุรชัย เพ็ชรพลอยบอกว่า มือของพวกเขาทั้งสองยังถูกมัดไขว่หลังอยู่ และเขาก็เอาลิ้นดุนในปาก เพื่อที่จะบ้วนเลือดเนื่องจากเลือดออกจากปากเยอะมาก ถึงตอนนี้เองที่เขารู้ตัวว่าฟันของเขาซี่บนด้านขวานั้นหักไป 1 ซี่ เขาและวิษณุ ไม่วิ่งหนีตามที่ทหารบอก ทหารก็เงื้อเท้าจะเต๊ะเขาอีก ก็มีนายทหารขึ้นหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พอแล้ว ทั้งคู่เล่าว่า ที่เขาตัดสินใจไม่วิ่งหนี เพราะว่าเขากลัวถูกทหารยิงทิ้ง หลังจากนั้นทหารก็พาเขาเดินออกจากปั๊มน้ำมัน พาข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง และนำตัวเขาทั้งสองคนขึ้นไปในรถบรรทุกของทหารขนาด 6 ล้อ โดยขับรถพาเขาทั้งสองคนไปที่สน.พญาไท เมื่อไปถึงที่สถานีตำรวจ ทหารก็ให้เขาทั้งคู่นั่งรอ ระหว่างรอมีตำรวจเอาน้ำมาให้ทั้งคู่กิน เขาจึงใช้น้ำล้างหน้า ถึงตอนนี้เองทั้งสองคนต่างเห็นว่าเสื้อแต่ละคนนั้นเลอะไปด้วยเลือดและหน้าตาต่างฟกซ้ำและใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด หลังจากนั้น ตำรวจก็นำเขาทั้งสองขึ้นไปที่ชั้น 4 เข้าไปในห้องเพื่อสอบสวนเขา ระหว่างรอในห้องสอบสวน ทหารก็อยู่ในห้องด้วย 2 คนและถืออาวุธปืนยาวติดลำกล้องติดตัว ตลอด วิษณุ เล่าว่า มีผู้ชายสองคนสะพายกล้องถ่ายรูป และถ่ายรูปเขาทั้งสองคน ตำรวจถามเขาว่าเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไรและบอกว่า ขนาดตำรวจยังเข้าไปไม่ได้เลย เ ขาก็ตอบไปว่าไม่ทราบ เมื่อนักข่าวถามว่า แล้วเข้าไปอยู่ตรงนั้นเข้าไปทำอะไร เขาตอบว่าไปช่วยคนเจ็บ ทั้งสองคนเล่าว่าตอนที่เขาทั้งคู่มาเข้ามาอยู่ที่ห้องสอบสวนสืบสวน ทั้งคู่เห็น ระเบิดขวดทำมือ หนังสติ๊ก ลูกแก้ว ประทัด วางอยู่บนโต๊ะ เมื่อพวกเขาเข้าไปถึงตำรวจก็ให้พวกเขานั่งอยู่เก้าอี้ด้านหลังโต๊ะที่วางของเหล่านี้ และมีนักข่าวถ่ายรูป สักพักหนึ่ง หลังจากนั้นตำรวจก็ให้พวกเขาทั้งสองคนลงชื่อในเอกสาร ตำรวจอธิบายให้เขาฟังว่า เป็นความอาญา และบอกว่าคดีที่ทั้งคู่โดนคือคดีตามเอกสาร ทั้งคู่เล่าว่า พวกเขาไม่ได้อ่านเอกสารเพราะเมื่อลงชื่อเสร็จตำรวจก็ดึงเอกสารไปเลย และเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับอะไร หลังจากนั้นตำรวจก็ถ่ายรูปและทำประวัติเขาทั้งสองคน เมื่อถ่ายรูปและทำประวัติแล้ว ตำรวจก็พาเขาลงมาที่ชั้นล่างและเอาตัวเขาทั้งสองไปขังไว้ในห้องขังเขา เขาทั้งสองคนเล่าว่าตอนกลางคืนของวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 นั้น มีเสื้อแดงถูกจับและส่งมาที่ในสน.พญาไท 4 คน ชาย 2 หญิง 2 เป็นสามีภริยากัน เขาทั้งสี่คนบอกว่า พยายามจะเอาข้าวกล่องประมาณ 600 กล่องไปส่งที่ราชประสงค์ เขาทั้งสองคนไม่รู้ว่าคนทั้งสี่นี้ชื่อว่าอะไร รู้แต่ว่าถูกส่งขึ้นศาลพร้อมๆกัน และศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน รุ่งเช้าวันที่ 16 พฤษภาคม ก็มีคนเสื้อแดงเข้ามาอยู่ในคุกเพิ่ม อีกประมาณ 2 คน และแม่ของสุรชัย มาเยี่ยมที่ห้องขังพร้อมกับถือหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งติดมือมาด้วย เขาจำได้ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวสดลงวันที่16 พฤษภาคม 2553 มีรูปเขาและวิษณุ ลงเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์หน้ากลาง เขาจำได้ว่ามีคำบรรยายใต้ภาพว่าทั้งสองคนพูดจาสื่อสารกันเป็นภาษเขมร เขาทั้งสองถูกนำตัวขึ้นศาลตอนเช้าของวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เขาทั้งสองจำได้ว่าในวันดังกล่าวนี้ มีคนเสื้อแดงรวมทั้งเขาทั้งสองคนไปขึ้นศาลด้วยกันประมาณ 8 คน เมื่อไปถึงศาล และนั่งรออยู่ในห้อง หลังจากนั้น มีผู้พิพากษาคนหนึ่งซึ่งเป็นคนหนุ่ม ผิวขาว หน้าตาตี๋ๆ เข้ามาในห้อง ผู้พิพากษาเรียกชื่อเขาทั้งสอง และอ่านคำฟ้องให้ฟัง และถามพวกเขาว่าจะรับสารภาพ หรือไม่ พวกเขาตอบว่ารับสารภาพ สุรชัย เล่าว่าสาเหตุที่เขาตัดสินใจรับสารภาพ เพราะว่าในระหว่างที่เขารอผู้พิพากษา เขาได้ถามตำรวจว่าคดีคนเสื้อแดงถ้ารับสารภาพเขาตัดสินกันอย่างไร ตำรวจก็บอกว่าถ้าไม่มีอาวุธ ก็6 เดือนบ้าง 2 เดือนบ้าง และถ้าไม่รับสารภาพ ก็จะส่งไปที่ค่ายทหาร และต้องอยู่ที่ค่ายทหารประมาณ 30 วัน เขาไม่อยากไปอยู่ค่ายทหารจึงรับสารภาพ หลังจากที่ศาลตัดสินให้เขาทั้งสองต้องโทษจำคุก สุรชัย ก็ขอประกันตัว แต่ปรากฎว่าศาลไม่ให้ประกันตัว ส่วนวิษณุบอกว่าไม่ได้ขอประกันตัว เพราะว่าเขาไม่มีเงิน สุรชัย เล่าว่า ตอนที่ผู้พิพากษาไม่ให้เขาประกันตัวเขาเข้าใจอย่างลึกซึ่งแล้วว่าความรู้สึกของ 2 มาตรฐานมันเป็นอย่างไร และยังคิดว่า ขนาดคดีฆ่าคนตาย ยังได้ประกันตัวเลย หลังจากที่ศาลตัดสินให้เขาทั้งสองต้องโทษจำคุก สุรชัย ก็ขอประกันตัว แต่ปรากฎว่าศาลไม่ให้ประกันตัว ส่วนวิษณุบอกว่าไม่ได้ขอประกันตัว เพราะว่าเขาไม่มีเงิน สุรชัย เล่าว่า ตอนที่ผู้พิพากษาไม่ให้เขาประกันตัวเขาเข้าใจอย่างลึกซึ่งแล้วว่าความรู้สึกของ 2 มาตรฐานมันเป็นอย่างไร และยังคิดว่า ขนาดคดีฆ่าคนตาย ยังได้ประกันตัวเลย สุรชัย เพ็ชรพลอย ถูกกล่าวหาจากพนักงานอัยการว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เขาได้บังอาจจะเข้าไปร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ขณะที่เขาได้เดินทางมาถึงแยกปั๊มน้ำมันแอสโซ่ ปากซอยรางน้ำ ถนนราชปรารภ ถูกตำรวจและทหาร ซึ่งตั้งด่านตรวจอยู่ที่ใต้สะพานแยกราชปรารภ ได้ตรวจพบเขาที่ปั๊มน้ำมันแอสโซ่ ปากซอยรางน้ำ พร้อมกับอุปกรณ์ที่จะนำไปใช้ในการร่วมชุมนุม ซึ่งได้แก่1.หนังสติกด้ามไม้ 1 อัน 2.ประทัดลักษณะ 3 เหลี่ยม 2 อัน 3.ลูกแก้ว 8 ลูก4.หน้ากากกันแก๊ส1 อัน 5.โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง 6.กระเป๋าสะพาย 1 ใบ 7.หมวกแก็ปสีดำ 1 ใบ จึงขอให้ลงโทษตามพรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 สุรชัย เพ็ชรพลอย ถูกผู้พิพากษาประจำศาลแขวงดุสิตพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามที่พนักงานอัยการฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง และเนื่องจากขณะนี้บริเวณที่เกิดเหตุในคดีนี้เกิดการจลาจลขึ้น มีความวุ่นวายและมีเหตุไม่สงบสุขการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ยำเกรงกฎหมายบ้านเมืองจึงเห็นควรลงโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อประชาชนโดยทั่วไป จำคุก 1 ปี ส่วนวิษณุ กมลแมนนั้น ศาลถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน ทั้งคู่ยืนยันว่าแม้ศาลจะตัดสินว่าเขามีความผิด แต่เขาไม่ได้กระทำผิดใดๆทั้งสิ้น พวกเขาไปอยู่แถวนั้นเพราะต้องการช่วยคนเจ็บเท่านั้นเอง ทั้งสองคนไม่ได้อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดแล้ว วิษณุ กมลแมน จะออกจากเรือนจำคลองเปรมในวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ส่วนสุรชัย เพ็ชรพลอย นั้น เขาบอกว่าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาจะออกจากเรือนจำคลองเปรม ในวันที่16 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเป็นวันใกล้ๆครบรอบ 1 ปี ในการลอบฆ่าประชาชน ขณะนี้เขาเริ่มปรับตัวกับสภาพที่เขาอยู่ในคุกได้แล้ว และเขาได้ทราบข่าวจากเพื่อนๆที่อยู่ในคุกด้วยกันว่า ข้างนอกนั้นมีการชักชวนเขียนจดหมายถึงนักโทษการเมือง หากคนใดที่สนับสนุนการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ก็เขียนจดหมายมาถึงเขาได้ หมายเหตุ สุรชัย เพ็ชรพลอย เป็นรายชื่อตกสำรวจของเรา เนื่องจากเข้าใจว่าซ้ำกับ สุรชัย พริ้งพงศ์ ขอชี้แจงมาในโอกาสนี้ จากสมัชชาสังคมก้าวหน้า http://socialmovethai.org/information/ar...2010110702 -------------------------------------------------------- ยินดีที่คุณได้รับอิสระภาพแล้ว แต่ก็เสียใจด้วยที่ถูกกระทำอย่างเลวร้าย. ก็ได้แต่บอกว่า .......พวกที่กระทำกับคุณ วันหนึ่งมันจะต้องรับกรรม ที่จะตอบสนองพวกมัน อย่างสาสมแน่ๆครับ |
วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553
อาศัย พรก.ฉุกเฉินสั่งปิดแท่นพิมพ์ "เรดพาวเวอร์"
อาศัย พรก.ฉุกเฉินสั่งปิดแท่นพิมพ์ “เรดพาวเวอร์”
September 10, 2010
เมื่อวันที่ 9 กันยายน เวลา 13.00 น. พ.ต.ท.ธนพัฒน์ นิลบดี รอง ผกก.สส.สภ.เมืองนนทบุรี พ.ต.ท.สุนทร ชื่นชิด พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี นำหมายศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจค้นบริษัท โกลเด้น เพาเวอร์ พริ้นติ้ง จำกัด เลขที่ 282/4 หมู่ที่ 2 ซอยงามวงศ์วาน 27 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นโรงพิมพ์ ที่รับจ้างพิมพ์นิตยสารเรดพาวเวอร์ โดยมี นางวัชนีกร ศรีสวัสดิ์ อายุ 43 ปี ผู้ดูแลนำเจ้าหน้าที่ตรวจค้น
จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดสื่อสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับ นิตยสารเรดพาวเวอร์ และเอกสารที่ต่างๆ จำนวนหนึ่ง และได้มีคำสั่งอายัดเครื่องพิมพ์ทั้ง 11 เครื่อง โดยห้ามเคลื่อนย้ายจำหน่ายจ่ายแจก แต่ให้ใช้พิมพ์หนังสืออื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับนิตยสารเรดพาวเวอร์ได้ และห้ามเคลื่อนย้ายหนังสือบางส่วน และแจ้งว่า บริษัท โกลเด้น เพาเวอร์ พริ้นติ้ง จำกัด เป็นอาคารที่สร้างขึ้นโดยผิดกฎหมาย ผิดตาม พ.ร.บ.โรงงาน ประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมผู้เกี่ยวข้องและตำรวจจำนวนมาก ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เข้าตรวจค้น และยึดเศษกระดาษนิตยสารเรดพาวเวอร์ ที่พิมพ์เสียไปจำนวนมาก พร้อมทั้งประวัติพนักงานและเอกสารต่างๆ จำนวนมาก พร้อมทั้งนำพนักงานที่ดูแลไปสอบสวน และยังสั่งให้เลิกรับจ้างพิมพ์นิตยสารเรดพาวเวอร์
โดยก่อนหน้านี้ เมือ 31 ส.ค. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้แถลงว่า มีสื่อสิ่งพิมพ์บางฉบับที่เสนอข้อมูลบิดเบือนจากข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล มีความแบ่งแยก หรือเสนอข่าวในลักษณะหมิ่นเหม่ จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่ง ศอฉ.ได้ติดตามพฤติกรรมมาโดยตลอด และจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับสื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว และถ้ามีความจำเป็นจะดำเนินการในขั้นเด็ดขาด เช่น การปิดสื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว
ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวเมื่อ 1ก.ย. ว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่การคุกคามสื่อ ศอฉ.ได้ประชุมกันและมีสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งพยายามอ้างตัวเป็นสื่อมวลชน แต่ข้อความที่พิมพ์ออกมานั้นเป็นไม่ใช่ข่าวสารทั่วไป แต่เป็นข้อความที่ยุยงให้คนเกลียดชังกัน ให้คนรู้สึกเคียดแค้นไม่พอใจ และมุ่งหวังให้เกิดความแตกแยกวุ่นวายในบ้านเมือง ศอฉ.จึงเอาเรื่องนี้มาพิจารณาแล้วสั่งให้ดำเนินการกับสิ่งพิมพ์นี้ตามกฎหมาย ผมเข้าใจว่าชื่อเรดเพาเวอร์ หรืออะไรสักอย่าง”
ที่มา: ผู้จัดการ
http://www.siamintelligence.com/close-redpower/
วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
[New post] การ์ตูน หนูนา กับ ป้าแจ่ม
| WordPress.com | Thanks for flying with WordPress! |
Trouble clicking? Copy and paste this URL into your browser: http://subscribe.wordpress.com
--
http://www.prachataiboard1.info/board/id/50088
http://hotspotshield.com
http://99it.blogspot.com/p/blog-page_21.html
http://www.redshirtinternational.org
http://norporchorusa.com/html/media/npcusa_radios.html
http://www.unblockanything.com
http://www.youtube.com/watch?v=Dyw-L8JSE2U
http://sanamluang.tv
http://thaitvnews2.blogspot.com
http://112victims.org
http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t1169.htm
วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
Animal Farm
Animated barn animals act out human faults in life and politics in Orwell's captivating tale..
HOME (English with subtitles)
We are living in exceptional times. Scientists tell us that we have 10 years to change the way we live, avert the depletion of natural resources and the catastrophic evolution of the Earth's climate.
The stakes are high for us and our children. Everyone should take part in the effort, and HOME has been conceived to take a message of mobilization out to every human being.
For this purpose, HOME needs to be free. A patron, the PPR Group, made this possible. EuropaCorp, the distributor, also pledged not to make any profit because Home is a non-profit film.
HOME has been made for you : share it! And act for the planet.
Yann Arthus-Bertrand
HOME official website
http://www.home-2009.com
PPR is proud to support HOME
http://www.ppr.com
HOME is a carbon offset movie
http://www.actioncarbone.org
More information about the Planet
http://www.goodplanet.info
Category:
Starring:
Directed by:
Produced by:
Written by:
วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
Blood flows as army tightens its grip
Blood flows as army tightens its grip
Constant gunfire...dead and injured lie on the ground following a battle with soldiers near the protesters' camp. Photo: AFP
The battle is fought street by street, casualty by casualty, writes Ben Doherty in Bangkok.
The driver of the motorcycle weaves at speed between the rocks and broken glass, the rubbish and the burning tyres that are the detritus of this street warfare, up Wireless Road towards Bumrungrad Hospital. On the back, another man holds the shot man's head. Between clotted clumps of hair, blood gushes, running down their bodies.
The unconscious man's limp bleeding bare foot drags along the road, leaving a crimson trail.
Snipers fire at the demonstrators and a map of the conflict. Photo: AP
Moments earlier the man had been crouched behind a wall of tyres, slowly building a barricade, designed to slow, if never really stop, the progress of government troops stationed a few hundred metres away.
Gunfire had been constant most of the afternoon at the site in the fortified Red Shirt zone of the city, near the US and British embassies. But the guns had quietened for several minutes. Perhaps emboldened by the respite, the man had run forward to a new position.
Instantly, a single crack rang out, felling him. Two men ran, hunched over, to drag him back to a side street and the motorcycle. The soldiers allowed them to leave the zone with their critically injured friend, but they will not be allowed back.
This is how the battle for Bangkok will be fought over coming days. Street by street, inch by inch, casualty by casualty.
Scenes like this are being played out across the centre of the city, as troops slowly squeeze in on the fortified camp that has been held by anti-government Red Shirt protesters for weeks.
The Red Shirts have not yet lost any territory to the army, but the government says it is prepared to wait them out, starving them of food, water, power and contact with the outside world.
The Red Shirts are determined to fight back.
After two days of porous roadblocks which allowed supplies and extra Red Shirts supporters in, the army has put up barricades and strung razor wire across all roads leading to the protest camp. There are few ways in now.
Already there are reports the Red Shirts are running short of food and of fuel. Scrambled mobile phone signals are making communications difficult, and the weariness of constant fighting is taking its toll.
Despite the suffering, or perhaps because of it, the leaders on both sides remain resolute.
The Prime Minister, Abhisit Vejjajiva, has appeared on every Thai TV channel promising to ''push forward'' with his plan to have the army forcibly remove the protesters, while Red Shirt leaders have vowed to fight to the end.
But on the streets, there is fear. Fear is in the eyes of the Red Shirts' guards standing defiantly, but nervously, at the fortified entrance to the camp.
Full of bravado, Annan demonstrates his slingshot, pulling the rubber back and forth, aimed at a sniper, real or imaginary, in a nearby building. At his feet is a pile of rocks and lumps of concrete to hurl at oncoming troops. In his back pocket is a homemade rocket launcher fashioned from bamboo and scrap metal, to shoot fireworks at soldiers and police helicopters. They are a feeble riposte to the rifles and M-16s of the soldiers crouched behind sandbags and razor wire a few hundred metres away.
The barricade behind which Annan stands, built up over weeks of protest, is a enormous wall of tyres and sharpened bamboo staves, four metres high. It reeks of petrol. Expecting troops to march on them any day, the Red Shirts have filled their barricades with fuel, ready to burn their city down before they give it up.
''We are getting killed. We are all scared to get killed, but we stay.''
But fear is written, too, on the faces of the troops on Rama IV Road, at the southern end of the Red Shirts' zone. Over loudspeakers, they plead with protesters for peace. ''We are the people's army. We are just doing our duty for the nation. Brothers and sisters, let's talk together.'' There is little hope of that.
In the late afternoon on Ratchaprarop Road in Din Daeng, in the north of the city, doing their duty includes firing live ammunition at anyone they see on the street.
The army has designated it a ''live-fire zone'' because it is an entry point to the city for Red Shirt supporters from the north-eastern provinces. Four soldiers huddle behind a telephone box, signalling anxiously to colleagues further back up the road. As a petrol bomb lands with a ''whump'' in the middle of the road, three of them scurry back to the safety of a street corner while one remains to provide covering fire. He quickly retreats too, after firing a half a dozen rounds towards the mass of protesters.
Soon it is dark. Nightfall comes quickly in this part of the world, making the city, scarcely possible though it is, even more menacing. The no man's land between the Red Shirts' fortifications and the soldiers' lines is completely blacked out, and eerily empty.
Leaving the Red Shirts' area for relative safety outside the conflict zone, a small knot of protesters crouch in darkness on the corner of Ploenchit and Wireless roads.
One tells the Herald: ''No light. Sniper, sniper. Up high. Shoot.'' We are forced to ride a motorbike, creeping along the edge of empty streets, holding a helmet over the headlamp to black it out of view of those soldiers in the buildings surrounding.
These streets, which house some of the most exclusive addresses in Bangkok, usually teem with activity 24 hours a day. Tonight, they are strewn with rotting garbage, but deserted of people. The only noise is distant gunfire and explosions, all too regular, coming from other parts of the city.
Half an empty kilometre ahead are the lights of the army roadblock and the rest of the city beyond.
Thousands of Thais spend hours just outside the conflict zone, unable to see much beyond the smoke and the barricades, and unable to hear anything except for the volleys of gunfire. From a distance, they watch their city descend into war.
As the Herald passes, one woman yells hysterically at the impassive soldiers manning the roadblock: ''They are killing us, they are killing us. We are Thais too. Why do they kill us?''
http://www.smh.com.au/world/blood-flows-as-army-tightens-its-grip-20100516-v6eh.html
--
http://www.unblockallweb.com/
http://downmerng.blogspot.com
http://picasaweb.google.com/prainn999/14255302# ทัพผ่านฟ้าสู่ราชประสงค์ วันที่ 14 เมษายน 2553
http://www.unblockallweb.com/index.phpq=aHR0cDovL2Rvd25tZXJuZy5ibG9nc3BvdC5jb20%3D&hl=3e8
http://www.112victims.org/
http://www.thaifreenews.org/
http://friendfeed.com/
http://chirpcity.com/bangkok/3
http://www.radaroo.com/
http://factsforthais.blogspot.com/2009/05/7.html
http://tv.kapook.com/nbt.php
http://friendfeed.com/antactica
block
http://www.ustream.tv/channel/redheart
http://redpower-sm-germany.com
